พระบวชใหม่
พระบวชใหม่

เรื่องเล่าผีในวันนี้เป็นเรื่องเล่าผีจากประสบการณ์จริงของตั๊ก ประการณ์เจอผีของตั๊กในครั้งนี้เกิดจากการที่ตั๊กได้ไปบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง และการบวชของตั๊กก็เป็นการบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ เรื่องราวของตั๊กจะเป็นอย่างไรนั้นไปติดตามกันเลยค่ะ

                ก่อนหน้านี้ตั๊กตั้งใจจะบวชทันทีหลังจากที่เขาเรียนจบ เพราะเวลาทำงานจะได้ทำอย่างเต็มที่ วัดที่พ่อแม่ของตั๊กเลือกให้ตั๊กไปบวชนั้นเป็นวัดที่อยู่ในบ้านเกิดย่าของตั๊ก แต่ย่าของตั๊กนั้นเสียไปนานแล้ว แล้ววัดนี้ก็เป็นวัดที่เก็บอัฐิย่าของตั๊กไว้ด้วย ด้วยความตั้งใจของพ่อที่อยากจะให้ย่านั้นรับรู้ว่าหลานชายสุดที่รักกำลังจะบวช พ่อจึงพาตั๊กไปไหว้ย่าก่อนวันที่จะได้ฤกษ์บวช หลังจากกลับมาพักที่บ้านในคืนวันที่ไปไหว้ย่ามา ย่าก็มาเข้าฝันแล้วบอกให้ตั๊กไปบวชที่วัดอื่น ในฝันนั้นตั๊กได้ถามย่าว่าทำไมถึงบวชที่วัดนี้ไม่ได้ แต่ย่าก็บอกแค่ว่าให้ไปบวชที่วัดอื่นและก็เดินจากไปในความฝัน ในตอนแรกนั้นตั๊กไม่ได้บอกกับใครว่าย่ามาเข้าฝันแล้วบอกให้ไปบวชที่วัดอื่น จนกระทั่งมาเข้าใจความหมายที่ย่ามาเตือนก็เมื่อได้บวชที่วัดแห่งนี้แล้ว

               หลังจากเสร็จพิธีต่าง ๆ แล้วพ่อแม่ของตั๊กก็บอกว่าจะอยู่ใส่บาตรในตอนเช้าวันแรกที่ตั๊กบวช แล้วถึงจะเดินทางกลับ และจะกลับมาอีกทีในวันที่จะศึก ในคืนแรกที่ตั๊กต้องนอนในกุฏินั้นตั๊กบอกว่ามันวังเวงและเงียบมาก ในตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงลมพัดลู่กับใบไม้ เสียงแมลงร้อง และเสียงเหมือนมีใครบางคนย่ำลงที่พื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้ เสียงร้องโหยหวนที่ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือสัตว์บ้าง ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ แต่ตอนที่บวชตั๊กบอกว่าต้องทำจิตใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และควรยึดคำสอนของพระธรรมอย่างเคร่งครัดที่สอนให้มีสติอยู่เสมอ ตั๊กถึงผ่านคืนแรกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก วัดที่ตั๊กไปบวชนั้นจะอยู่ติดกับป่า และพอเดินไปในป่าแล้วก็จะมีทางขึ้นเขาที่ไม่มีหมู่บ้านและชาวบ้านคนไหนเข้าไปอาศัยอยู่ จะมีก็แต่นายพรานหรือชาวบ้านที่พอจะชำนาญทางเข้าไปหาของป่าบ้างก็เท่านั้น อีกทั้งในป่านั้นยังมีโบสถ์ร้างของวัดที่ไม่ได้ใช้งานแล้วอีกด้วย

พระบวชใหม่
พระบวชใหม่

               หลวงพี่นิตรที่มาบวชก่อนหน้าตั๊กได้ไม่นานก็ไม่อนุญาตให้ตั๊กเข้าไปในป่านั้น เพราะมีชาวบ้านหลายคนที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงพระบวชใหม่ที่หลงไปในป่า บางคนก็หายไปเลย บางคนก็ใช้เวลาอยู่สองสามวันถึงออกมาได้ แต่ส่วนใหญ่เมื่อออกมาแล้วก็มักจะมีสภาพอิดโรย พอถามว่าไปหลงอยู่ที่ไหนมา ต่างก็พูดว่าไม่ว่าจะเดินไปเท่าไหร่ก็เหมือนกับเดินเป็นวงกลมไปเรื่อย ๆ จนมีพระผู้ใหญ่เดินนำทางออกมาถึงได้ออกมาได้ หลังจากที่พ่อแม่ของตั๊กกลับไปแล้วนั้นแทบจะทุกคืนที่ตั๊กฝันเห็นย่ามาเข้าฝันและบอกให้ไปบวชที่วัดอื่น

                ในคืนหนึ่งขณะที่พระตั๊กนั่งทำสมาธิก่อนที่จะจำวัด เขาก็ได้ยินเสียงแว่ว ๆ เรียกชื่อพระตั๊กอย่างแผ่วเบาลอยมาตามลม ซึ่งเสียงนั้นคล้ายกับเสียงของแม่พระตั๊กมาก “ตั๊ก…ตั๊ก ลูกแม่ ตั๊ก…” เมื่อเขาได้ยินแบบนั้นเขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองไปบริเวณโดยรอบของกุฏิ แต่ก็ไม่ได้มีสิ่งใด มีเพียงแค่หน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้และมีลมพัดเข้ามาแรง ๆ แรงจนผ้าม่านที่หน้าต่างปลิวสะพัด พระตั๊กเพ่งมองที่หน้าต่างอยู่ชั่วครู่ ก็ปรากฏว่ามีมือเรียวยาวและซีดเซียวของใครบางคนจับอยู่ที่บานหน้าต่าง มือนั้นค่อย ๆ แง้มบานหน้าต่างออกอย่างช้า ๆ แล้วกระชากหน้าต่างเปิดออกมาอย่างรุนแรง มันเผยให้เห็นร่างที่ผอมแห้ง ใบหน้าซีดเซียว น่าเกลียดน่ากลัว และจ้องเขม่งมาที่พระตั๊ก พระตั๊กตกใจกับภาพที่เห็นแต่ก็พยายามครองสติเอาไว้ก่อนที่จะหลับตาลงแล้วเริ่มสวดมนต์ และบานหน้าต่างนั้นก็กระแทกกันอย่างแรง พระตั๊กตกใจลืมตาขึ้นมามองอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรแล้ว เขาเลยลุกไปปิดหน้าต่าง ในขณะที่สายตาก็มองไปที่ข้างล่างของกุฏิ ปรากฏเป็นเงาตะคุ่ม ๆ ของบางสิ่งบางอย่างกระโดดหนีหายเข้าไปในป่า และในคืนนั้นถึงแม้พระตั๊กจะพยายามข่มใจนอนให้หลับแค่ไหนแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะจิตใจเอาแต่วนเวียนคิดถึงสิ่งที่พบเจออยู่ตลอด

                วันรุ่งเช้าพระตั๊กก็งีบหลับในช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะลุกขึ้นมาบิณฑบาตรทำวัดเช้าตามกิจของสงฆ์อย่างเป็นปกติ และถึงแม้จะมีอาการอดหลับอดนอนมากแค่ไหน พระตั๊กก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ แต่หลวงพี่นิตรก็สังเกตเห็นและถามว่า “เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ? มาอยู่เป็นอาทิตย์แล้วยังไม่ชินอีกรึ” หลวงพี่นิตรถามพระตั๊ก แต่พระตั๊กก็ไม่ได้ตอบอะไร “เมื่อคืนก็ได้ยินเสียงอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ตั้งสติ นึกถึงสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้นะ” พอหลวงพี่นิตรพูดจบท่านก็เดินไปที่ศาลาวัด ปล่อยพระตั๊กไว้อยู่กับความคิดของตัวเอง และด้วยความที่เมื่อคืนนั้นอดนอนทำให้พระตั๊กคิดว่าคืนนี้จะจำวัดเร็วขึ้นสักหน่อย และจะไม่นั่งสมาธิก่อนจะจำวัดอย่างที่เคยทำ ซึ่งหลังจากเสร็จกิจของสงฆ์แล้วพระตั๊กก็กลับไปที่กุฏิทันที ด้วยความรีบร้อนทำให้พระตั๊กลืมพกไฟฉายไว้ติดตัวมาด้วย และด้วยความที่เดินมาได้ครึ่งทางแล้ว ถึงแม้ว่าทางจะมืดและมีไฟอยู่แค่ด้านหน้ากุฏิเท่านั้น พระตั๊กก็ตัดสินใจที่จะเดินไปต่อโดยไม่กลับไปเอาไฟฉาย ขณะที่เดินไปที่กุฏินั้นพระตั๊กก็ภาวนาตั้งจิตท่องบทสวดมนต์อยู่ในใจตลอดเวลา เพราะยังรู้สึกเกร็ง ๆ และหวั่นใจกับเหตุการณ์เมื่อคืนอยู่ แต่เมื่อเดินไปได้สักพักตอนที่จะถึงหน้ากุฏิแล้ว พระตั๊กก็เห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ตรงบันไดทางขึ้นกุฏิของตัวเอง พระตั๊กพยายามเพ่งมองว่าเป็นใครแต่ก็มองเห็นไม่ชัด เพราะไฟที่หน้ากุฏิด้านบนนั้นเป็นเพียงดวงเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ส่องสว่างอะไรมากมาย พระตั๊กพูดขึ้นมาว่า “โยม…โยม” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา จะมีก็แต่เสียงลมที่พัดลู่ใบไม้เท่านั้น “โยม…ค่ำแล้ว ถ้ามีธุระอะไรก็ค่อยมาคุยกันพรุ่งนี้นะ” เงานั้นค่อย ๆ ขยับตัวและค่อย ๆ หันมามองที่พระตั๊ก “กูไม่คุย” สิ้นเสียงนั้นพระตั๊กก็จำไม่ได้อีกเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

พระบวชใหม่
พระบวชใหม่

                เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโบสถ์แล้ว “ตื่นแล้วเหรอ?” พระตั๊กค่อย ๆ ลุกขึ้นเมื่อเห็นพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกำลังนั่งมองตัวเองอยู่ไม่ห่าง “ดื่มน้ำเสียก่อนแล้วค่อยกลับออกไปนะ” พระตั๊กค่อย ๆ รับน้ำดื่มอย่างว่าง่าย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ตัวก็เห็นว่าโบสถ์ที่ตัวเองอยู่นั้นสวยงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่ใช่โบสถ์เดียวกับวัดที่ตัวเองบวชอยู่ “โบสถ์ที่นี่สวยงามมากเลยนะครับ” พระผู้ใหญ่ท่านนั้นมองมาที่พระตั๊กก่อนจะยิ้มให้ “ได้เวลากลับแล้วนะ” พระตั๊กกำลังรู้สึกมึนงงกับคำที่พระผู้ใหญ่นั้นพูด ก่อนจะเริ่มมึนหัวคล้ายจะเป็นลม เหมือนกับโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้งคว้างไปมา “พระตั๊ก…พระตั๊ก” พระตั๊กพยายามมองไปตามเสียงเรียกก็เห็นว่าเป็นหลวงพี่นิตรและพระท่านอื่น ๆ กำลังยืนมองอยู่ “มานั่งทำอะไรตรงนี้?” พระตั๊กมองซ้ายมองขวาอีกครั้งก็เห็นว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ที่พื้นดินบริเวณหน้ากุฏิของตัวเอง เขาจึงพยายามรวบรวมสตินึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เวลานี้ก็ยังเป็นเวลาค่ำอยู่แต่จิตกลับฟุ้งซ่าน มองเห็นแต่สิ่งที่ไม่มีตัวตน พระตั๊กยอมรับว่าในตอนนั้นตัวเขาเองรู้สึกเสียสติเป็นอย่างมาก พยายามตั้งใจสติมากเท่าไหร่ก็เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองเห็นก่อนหน้านี้ จนกระทั่งใกล้จะถึงวันที่พระตั๊กศึกตามกำหนด เขาได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าอาวาส ในทีแรกนั้นก็สนทนาทางธรรมกัน แต่ทางท่านเจ้าอาวาสก็ได้เอ่ยทักมาหนึ่งคำ “ได้เจอกับเจ้ากรรมนายเวรแล้วใช่ไหม?” เมื่อพระตั๊กได้ยินแบบนั้นก็ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองได้เจอ ท่านเจ้าอาวาสยังพูดอีกว่า “อาจจะหนักอีกสักหน่อย แต่เดี๋ยวเขาก็จะไปแล้ว” พระตั๊กไม่ได้เข้าใจความหมายตามที่เจ้าอาวาสบอกเท่าไหร่ เพราะอีกไม่กี่คืนเขาก็จะศึกแล้ว จึงพยายามทำใจให้สงบ และเหตุการณ์ที่ได้เจอนั้นมันก็หนักอย่างที่เจ้าอาวาสพูดจริง ๆ

                ก่อนที่พระตั๊กจะศึกออกมาประมาณสองสามวัน พระตั๊กก็ได้เจอกับเจ้ากรรมนายเวรของตัวเองอีกครั้ง ขณะที่กำลังปฏิบัติกิจและนั่งสมาธิอย่างที่เคยปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่บวชเป็นพระ ” ตั๊ก…ตั๊กลูกแม่” พระตั๊กได้ยินเสียงเรียกอย่างชัดเจน แต่ก็พยายามข่มตาเอาไว้และไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ตั๊ก…ตั๊กลูกแม่ แม่อยู่นี่ มาหาแม่หน่อยสิลูก” พระตั๊กก็ยิ่งได้ยินเสียงเรียกอยู่อย่างนั้นประกอบกับเสียงลมที่พัดลู่ไปตามใบไม้ พัดพาลมหนาวเข้ามาภายในกุฏิ ทันใดนั้นก็มีเสียงแง้มบานหน้าต่างค่อย ๆ เปิดออก “ตั๊ก…ไม่คิดถึงแม่เหรอลูก” ณ เวลานั้นตั๊กบอกว่าเขาก็ขนลุกไปทั้งตัว สติกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ความกลัวในใจเท่านั้น “ตั๊ก ตั๊ก มึงลืมตาขึ้นมามองกูเดี๋ยวนี้!” พระตั๊กสะดุ้งสุดตัวและลืมตาขึ้นมอง ก่อนจะเห็นร่างผอมแห้งร่างเดิมนั้นเกาะอยู่ที่หน้าต่าง ถลึงตามองมาที่ตัวเอง ถึงตอนนี้พระตั๊กก็รีบวิ่งออกจากกุฏิไปโดยไม่สนใจอะไรแล้ว คืนนั้นเขานอนอยู่ในโบสถ์ทั้งคืน

                พอรุ่งเช้าพระตั๊กก็มีไข้ขึ้นสูง จึงทำให้เขาคิดจะศึกในเวลานั้นทันที แต่ก็ถูกท่านเจ้าอาวาสปรามเอาไว้ว่าให้อดทนอีกสักหน่อย อีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดแล้ว พระตั๊กชั่งใจอยู่นานแต่ก็ยอมที่จะอดทนอยู่ต่อ ถึงแม้ว่าจะโดนหลอกอยู่อีกสองคืนจนไม่ค่อยได้หลับได้นอนเลยก็ตาม หลังจากที่ศึกออกมาแล้วนั้นท่านเจ้าอาวาสก็ได้ย้ำกับตั๊กเพิ่มอีกว่าอย่าลืมทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรบ่อย ๆ ตั๊กเองก็รับปากอย่างตั้งใจ และทุกวันนี้เขาก็จะทำบุญอยู่แทบทุกวันและทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะเมื่อก่อนที่จะบวชเป็นพระนั้นตั๊กเป็นคนไม่ค่อยชอบทำบุญ ประกอบกับการที่ได้มาบวชเป็นพระ ตั๊กก็มีจิตใจตั้งมั่นแน่วแน่และเชื่อในพระธรรมคำสอน ทำให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นพยายามจะมาทวงบุญคุณ ส่วนในฝันที่เห็นย่ามาเตือนนั้นก็คงเป็นเพราะย่าท่านหวังดี และคงเห็นว่าวัดนี้ค่อนข้างจะน่ากลัวเลยบอกให้ไปบวชที่วัดอื่น อย่างไรก็ตามก็อยากจะบอกทุกคนว่าให้หมั่นทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรบ้าง เขาจะได้ไม่มาหาเรา และในขณะที่ทำบุญนั้นก็ต้องตั้งจิตถึงเขาด้วย เพื่อให้เขาได้รับบุญจากเราบ้าง เพราะบางทีเจ้ากรรมนายเวรก็จะมาหลายรูปแบบ อาจนำความเดือดร้อนมาให้เราได้ ยังไงก็พยายามทำบุญให้กับเขาบ้างนะคะ